วันศุกร์ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2552

ตราสัญลักษณ์ใหม่กรมวิทยาศาสตร์บริการ


พีรวิชญ์ เจริญพันธ์ นิสิตชั้นปีที่4คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ ภาควิชาออกแบบอุตสาหกรรม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คว้ารางวัลชนะเลิศ การประกวดออกแบบตราสัญลักษณ์ (logo)กรมวิทยาศาสตร์บริการ โดยมีงานแถลงข่าวเมื่อวันพฤหัสบดีที่4มิถุนายน2552ซึ่งโลโก้ดังกล่าวจะถูกนำมาใช้แทนโลโก้เดิม ตามยุทธศาสตร์เปลี่ยนแปลงภาพลักษณ์ขององค์กรไปสู่ความทันสมัยโดยแนวคิดของตราสัญลักษณ์ใหม่นี้คือ นำสัญลักษณ์เดิมมาประยุกต์เป็นงานศิลปะนำโมเลกุลและอะตอมมาปรับรูปทรงให้มีความเคลื่อนไหว ดุจงานบริการที่ไม่มีการหยุดนิ่ง และเพิ่มสีสันโดดเด่น ทันสมัยเป็นสากล โดยใช้อักษรย่อที่ดูมั่นคง พร้อมชื่อเต็มของกรมฯ ทั้งภาษาไทยและอังกฤษ มีมาตรฐานสากล น่าเชื่อถือ

fifa world cup emblem

2010 Fifa World Cup South Africa(official mascot)



video


mascot ตัวนี้เป็นเสือดาวหนุ่มชื่อว่า Zakumi

โลโก้ ชอว์บราเดอร์ส

Shaw Brothers Studio

The Shaw Brothers Studio (Chinese: 邵氏片場), owned by Shaw Brothers (HK) Ltd., was the foremost and the largest movie production company of Hong Kong movies.[citation needed]
From their distribution base in Singapore where they founded parent company Shaw Organization in 1924, and as a strategic development of their movie distribution business in Southeast Asia, Sir Run Run Shaw (邵逸夫) and his third brother Runme Shaw (邵仁枚) founded South Sea Film (南洋影片) in 1930. It was later renamed Shaw Brothers Studio. The studio released Hong Kong's first movie with sound《白金龍》(which translates as "platinum dragon", or one of the slang terms for a pistol) in 1934.
ข้อมูลจาก: วิกิพีเดีย

วันพฤหัสบดีที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2552

ไว้อาลัย เดวิด คาราดีน กับโลโก้(กังฟู)





ขอไว้อาลัยกับการจากไปของเดวิด คาราดิน ถ้าใครอายุอยู่ในช่วง 30 ปีขึ้นไปน่าจะเคยได้ชมภาพยนตร์โทรทัศน์ เรื่อง "Kung Fu" มีเดวิด คาราดิน เป็นดารานำแสดง ทุกตอนของภาพยนตร์จะแฝงปรัชญา แนวคิดในช่วงวัยเด็กที่รำ่เรียนวิชากังฟู สลับไปกับการเดินทางผจญภัยของไคว เช็งเคน ตัวเอกของเรื่องในช่วงผู้ใหญ่ ภาพยนตร์เรื่อง Kill Bill ของผู้กำกับ เควนติน ทาเรนติโน ช่วยให้เดวิดกลับมามีชื่อเสียงอีกครั้ง และมีภาพยนตร์ให้แสดงอย่างต่อเนื่อง สำหรับตราสัญลักษณ์ที่รวบรวมมานั้นจะเกี่ยวข้องกับกังฟู อาทิโรงเรียนสอนกังฟู แนวคิดในการออกแบบมีตั้งแต่การใช้ภาพท่าทางของกังฟูและบรรดาสัตว์ทั้งหลาย เช่น นกกระเรียน เสือ ตั๊กแตน เป็นต้น ซึ่งเป็นท่าต่างๆของกังฟู ตัวอักษรมีทั้งภาษาจีน และภาษาอังกฤษ สำหรับภาษาอังกฤษมีการจัดวางในแนวตั้งแบบภาษาจีนแต่ยังอ่านได้ลักษณะของสัญลักษณ์หยินหยางก็ถูกนำมาใช้ค่อนข้างมาก

โลโก้(หมีแพนด้า)




"หมีแพนด้า หมีแพนด้า เขาว่าน่ารัก ผมนี้ชัก ชักอยากจะเห็น อยากสัมผัสหมีตัวเป็นๆ...." ขอต้อนรับหมีแพนด้าน้อยดัวยการรวบรวมตราสัญลักษณ์ที่เกี่ยวข้องกับหมีแพนด้า และมีหมีแพนด้าเป็นแนวความคิดในการออกแบบ สำหรับแพนด้านั้นเป็นสัตว์ที่ใกล้จะสูญพันธุ์ หมีแพนด้า หรือหมีแพนด้ายักษ์ หรือไจแอนท์แพนด้า(Ailuropoda melanoleuca)เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมจัดอยู่ในวงศ์หมี(Ursidae)อาศัยอยู่ทางตอนใต้ของประเทศจีน มีไผ่เป็นอาหารโปรด และมีหญ้าชนิดอื่นๆเป็นอาหาร หมีแพนด้าถูกนำไปใช้เป็นตราสัญลักษณ์ของกองทุนสัตว์ป่าโลก (World Wildlife Fund : WWF) ในช่วงที่จะมีการนำหมีแพนด้าเข้ามายังเมืองไทยทางองค์การสวนสัตว์ได้มีการจัดประกวดออกแบบตราสัญลักษณ์เพื่อนำมาใช้ในกิจกรรมต่างๆ ชื่นชมหมีแพนด้าแล้วอย่าลืมช้างไทยที่ตกระกำลำบากตามท้องถนนด้วยนะ(ช้างเป็นสัญลักษณ์ประจำชาติ)

วันพุธที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2552

mascot olympic 2008










มาคอต (Mascot) โอลิมปิก 2008 ที่ปักกิ่ง นี่เขาเรียกกันว่า "(ภาษาจีน: 福娃; พินอิน: Fúwá) "ฝูหวา" นั้นมี 5ตัว แบ่งตามสีของห่วง ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของโอลิมปิค โดยประกอบด้วย หมีแพนด้าแต่งตัวเป็นปลา ชื่อ เป้ยเป้ย สีฟ้า,แพนด้า ชื่อ จิงจิง สีดำ, หนูน้อยลูกไฟชื่อ ฮวนฮวน สีแดง,ละมั่งธิเบต ชื่อ ฆยิงหยิง สีส้ม และนกนางแอ่น ชื่อ นีนี สีเขียว
เริ่มจากเป้ยเป้ย (福娃贝贝 / Beibei) จะทำหน้าที่ส่งมอบความเจริญรุ่งเรือง เนื่องจากตามวัฒนธรรมจีน ภาพเขียนพู่กันรูป ‘ปลา’ และ ‘น้ำ’ จะแทนสัญลักษณ์ของความเจริญรุ่งเรืองและความสำเร็จ นอกจากนั้น คำว่าปลาในภาษาจีนที่ออกเสียงว่า ‘อี๋ว์’ ยังพ้องเสียงกับคำที่หมายถึง ‘มีกินมีใช้เหลือเก็บ’ ส่วนหัวของหนูน้อยเป้ยเป้ย ยังประดับด้วยลวดลายปลาที่นิยมในยุคเครื่องมือหินใหม่ของจีน อุปนิสัยเป้ยเป้ยบริสุทธิ์อ่อนโยน เป็นยอดฝีมือแห่งกีฬาทางน้ำ แทนห่วงสีฟ้าในสัญลักษณ์โอลิมปิกสากล ( 福娃晶晶 / Jingjing) เป็นหมีแพนด้าหน้าตายิ้มแย้มไร้เดียงสา ไม่ว่าจะเดินไปทางไหนก็จะนำความสุขสดใสไปมอบให้ทุกคน หมีแพนด้าเป็นทั้งสมบัติล้ำค่าของชาติจีน และยังเป็นที่รักของผู้คนทั่วโลก จิงจิงมาจากป่าไม้อันกว้างใหญ่ แทนความสมานฉันท์อันดีระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ ส่วนหัวของหนูน้อยจิงจิงประดับด้วยลวดลายกลีบดอกบัวตามลักษณะเครื่องเคลือบ สมัยซ่ง หนูน้อยจิงจิงไร้เดียวสามองโลกในแง่ดี มีพละกำลังเต็มเปี่ยม แทนห่วงสีดำในสัญลักษณ์โอลิมปิกสากล
ฮวนฮวน หรือหนูน้อยลูกไฟ (福娃欢欢 / Huanhuan) เป็นพี่ใหญ่ในบรรดาเด็กน้อยนำโชคทั้ง 5 และเป็นสัญลักษณ์ของไฟโอลิมปิก ฮวนฮวนเป็นตัวแทนของอารมณ์ที่ฮึกเหิมของนักกีฬา และจะส่งมอบจิตวิญญาณของกีฬาโอลิมปิกที่สนุกสนานและเข้มแข็งไปยังทุกสถานที่ ที่ไปถึง
อิ๋งอิ๋ง (福娃迎迎 / Yingying) คือละมั่งทิเบตที่เฉลียวฉลาด คล่องแคล่วว่องไว มาจากพื้นที่ภาคตะวันตกที่กว้างสุดลูกหูลูกตาของจีน ส่งมอบความสุขสมบูรณ์ที่แข็งแรงให้แก่โลก อิ๋งอิ๋งเป็นละมั่งทิเบตสัตว์สงวนของที่ราบสูงชิงไห่-ทิเบต เป็นการแทนความหมายของโอลิมปิกสีเขียว (หรือโอลิมปิกที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม) ในครั้งนี้ด้วย
นีนี (福娃妮妮 / Nini) มาจากฟากฟ้านภากาศ เพราะเป็นนกนางแอ่นที่กำลังสยายปีก รูปลักษณ์ของนีนีได้มาจากว่าวนางแอ่นดั้งเดิมของปักกิ่ง “นางแอ่น” ยังเป็นตัวแทนของ “เยียนจิง” (ชื่อในสมัยโบราณของเมืองปักกิ่ง) นีนีจะนำพาฤดูใบไม้ผลิและความเบิกบานมาสู่มวลมนุษย์ และโปรยปรายคำอวยพร “ขอให้โชคดี” ยังทุกที่ที่บินผ่าน นิสัยของนีนี ไร้เดียงสาไม่เป็นพิษเป็นภัย ความเบิกบานอยู่เป็นนิจของนีนีจะส่องประกายบนสนามแข่งขันยิมนาสติก เป็นตัวแทนห่วงสีเขียวในสัญลักษณ์โอลิมปิกสากล
และเมื่อนำชื่อของมาสคอตทั้ง 5 ตัวมารวมกันจะได้เป็นคำว่า “เป่ยจิงฮวนอิ๋งหนี่” (北京欢迎你, Běijīng huānyíng nǐ) แปลว่า “ปักกิ่งขอต้อนรับท่าน”
ถ้าสังเกตดีๆ จะเห็นว่าสีของตุ๊กตาทั้ง 5 นี้สอดคล้องกับธาตุทั้ง 5 ตามหลักฮวงจุ้ยอีกด้วย เริ่มตั้งแต่ สีฟ้าแห่งธาตุน้ำของเป้ยเป้ย สีขาวแห่งธาตุโลหะของจิงจิง สีแดงธาตุไฟของฮวนฮวน สีเหลืองธาตุดินของอิ๋งอิ๋ง และสีเขียวธาตุไม้ของหนีหนี่
ข้อมูลจาก : http://monthip.exteen.com/20080802/mascot-2008

ผลการประกวดโลโก้ล่าสุด


ประกาศรายชื่อผู้เข้ารอบการประกวดตราสัญลักษณ์ PSU-BIC ตามที่ศูนย์บ่มเพาะวิสาหกิจ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ได้ประกาศรับสมัครเข้าร่วมการประกวดตราสัญลักษณ์ ศูนย์บ่มเพาะวิสาหกิจ ซึ่งหมดเขตรับสมัครไปเมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 2551 ที่ผ่านมานั้น ซึ่งมีจำนวนตราสัญลักษณ์ที่ส่งเข้าร่วมแข่งขันทั้งหมด 127 แบบ บัดนี้ขอประกาศรายชื่อผู้เข้ารอบแรก จำนวน 4 แบบ ดังรายชื่อต่อไปนี้
1. คุณวัชโรบล ชินผา
2. คุณมลฤดี จันทร์ส่งแสง
3. คุณชัยมนัส ลีงาล่าห์
4. คุณบำรุง อิศรกุล
(รายชื่อดังกล่าว ไม่ได้เรียงตามลำดับคะแนน) โดยจะทำการคัดเลือกอีกครั้ง และจะประกาศผลให้ทราบภายในวันที่ 30 มิถุนายน 2552 นี้


ผลการประกวดโลโก้คณะวิมยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวืทยาลัยราชภัฏเลย
รางวัลที่ 1 ถวัลย์ ดิษฐ์สุธรรม
รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 บำรุง อิศรกุล
รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 สมชาย นิลแก้ว
รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 พรพิเศษ ทิมเทศ

วันอังคารที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2552

ตราสัญลักษณ์สถาบันการศึกษาที่เกี่ยวข้องกับวิชาชีพช่าง


เพื่อให้เข้ากับสถานการปัจจุบัน   ที่นักศึกษาตีกันรุ่นพี่ปลูกฝังให้รุ่นน้องเกลียดชังนักศึกษาต่างสถาบัน (ตามข่าวที่สื่อนำเสนอ)  จึงลองพยายามรวบรวมตราสัญลักษณ์ของสถาบันการศึกษาที่เกี่ยวข้องกับสายวิชาชีพช่างมาดูกัน ส่วนหนึ่งเป็นตราสัญลักษณ์ที่นักศึกษาจัดทำขึ้นเอง แต่จากภาพรวมจะเห็นได้ว่าองค์ประกอบของภาพส่วนใหญ่นั้นจะมีเฟืองเป็นองค์ประกอบ เนื่องจากเฟืองเป็นสัญลักษณ์ที่สื่อความหมายถึง วิชาชีพช่าง ผู้เขียนอยากตั้งข้อสังเกตุว่าในการรวบรวมตราสัญลักษณ์นั้นหาข้อมูลยากมาก(ขนาดในเว็ปไซต์) จึงเกิดคำถามในใจว่า คงเพราะทางสถาบันไม่สร้างความชัดเจนของภาพลักษณ์ในแต่ละสถาบันหรือเปล่า   จึงทำให้นักศึกษาต้องออกมาสร้างภาพลักษณ์ให้สถาบันตัวเองโดยใช้กำลัง(ว่าสถาบันข้าเจ๋งกว่าสถาบันเอ็ง) หรือแม้แต่ต้องสร้างตราสัญลักษณ์ขึ้นมาเองอย่าตีกันเลยพวกกันเองแท้ๆ แข่งกันสร้างงานดีกว่า

พระวิษณุกรรม เทพแห่งช่าง หรือเทพแห่งสงคราม

เป็นความสงสัยของผุ้เขียนเองว่า พระวิษณุกรรม นั้นท่านเป็นเทพแห่งสงคราม  หรือเทพแห่งช่าง เพราะข่าวจากสื่อต่างๆ  ที่นำเสนอนั้นทำให้เกิดภาพลักษณ์ของนักศึกษาที่เกี่ยวข้องกับวิชาชีพช่างทำไมถึงได้ดูเหมือนนักรบที่คอยห้ำหั่นผู้ที่อยู่ต่างสถาบัน  จากลักษณะของงานออกแบบที่พยายามรวบรวมมานั้นจะให้ความรู้สึกว่า พระวิษณุกรรมค่อนข้างจะดุมาก   ด้วยความเคารพ   (นักเรียนช่างก็มีฝีมือทางศิลปะไม่เบาเหมือนกัน ยิ่งเทคนิคซิลค์สกรีนนี่ค่อนข้างเชี่ยวชาญกว่าเด็กศิลปะซะอีก)ในวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี      ได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับองค์พระวิษณุกรรมไว้ดังนี้ พระวิษณุกรรม ท่านมีชื่อเรียกได้หลายชื่อ คือ พระวิศวกรรม , พระวิสสุกรรม  หรือ  พระเพชรฉลูกรรม  เป็นนายช่างของพระอินทร์    เป็นผู้ที่สร้างเครื่องมือต่างๆ  ท่านได้รับคำบัญชาจากพระอินทร์  ให้สร้างสิ่งต่างๆมากมายและเป็นผู้สอนวิชาช่างให้แก่มนุษย์  จากตำนานที่กล่าวแล้วจึงทำให้พระวิษณุกรรมเป็นที่เคารพบูชาของผู้ศึกษาและประกอบอาชีพช่างสาขาต่างๆ จึงถือได้ว่าเป็นเทพแห่งวิศวกรรม เราจะพบรูปจำลองของท่านตามสถานศึกษาที่เกี่ยวข้องกับวิชาชีพช่างของไทย   มีการสร้างอยู่ 2 ท่า คือ
1.ท่าประทับนั่งห้อยพระบาท พระหัตถ์ข้างหนึ่งถือผึ่ง (ผึ่ง คือจอบสำหรับขุดไม้)   และพระหัตถ์อีกข้างถือ ลูกดิ่ง
2.ท่ายืน มือขวาถือไม้เมตร หรือไม้วา มือซ้ายถือลูกดิ่งและไม้ฉาก
สำหรับสถาบันการศึกษาที่เกี่ยวข้องกับช่างก่อสร้าง มักจะพบรูปจำลองในท่ายืน
ความหมายแฝงของไม้เมตร คือ ความเที่ยงตรง แม่นยำ   เป็นปรัชญาในการประกอบวิชาชีพช่างของไทย     ส่วนรูปจำลองท่านั่งนั้นจะพบในสถาบันการศึกษาที่ไม่ใช่ช่างก่อสร้าง    ส่วนพระวิษณุ เฉยๆเป็นเทพคนละองค์กัน กรุงเทพมหานคร ซึ่งมีความหมายถึง เมืองแห่งเทพ   ก็เป็นผลงานการสร้างของพระวิษณุกรรม   ตามบัญชาของพระอินทร์จากข้อมูลที่รวบรวมมา   ทำให้ได้คำตอบว่า พระวิษณุกรรม ท่านเป็นเทพแห่งช่าง ไม่ใช่เทพแห่งสงคราม  สถาบันการศึกษาที่เกี่ยวข้องล้วนให้ความเคารพนับถือเทพองค์เดียวกัน พูดภาษาชาวบ้านได้ว่า  " เป็นลูกพระวิษณุกรรมเหมือนกัน" แล้วอย่างนี้จะมาทำสงครามตีกันฆ่ากันทำไม   ผู้เขียนก็ยังงงอยู่   อย่าตีกันเลยกลัวโดนลูกหลง

logo Beijing 2008








"Dancing Beijing" หรือ ''ปักกิ่งเริงระบำ'' จำลองรูปแบบจากตราประทับจีนโบราณ ซึ่งตราประทับนี้ส่วนพื้นเป็นสีแดง ส่วนอักษรแกะสลักเป็นตัว ‘จิง京’ ซึ่งหมายถึงเป่ยจิง (ปักกิ่ง)    อีกทั้งมีลักษณะคล้ายตัวอักษร ‘เหวิน文’   ซึ่งหมายถึงอารยธรรมที่สืบถอดมายาวนานของชนชาติจีน   นอกจากนั้น ตัวอักษรที่ปรากฏยังเป็นลักษณะท่าทางของคนที่วิ่งไปข้างหน้าขณะกำลังยินดีที่ได้รับชัยชนะ ด้านล่างตราประทับเป็นอักษรภาษาอังกฤษที่เขียนจากปลายพู่กันจีน คำว่า ‘ Beijing 2008 ’ ถัดลงไปเป็นสัญลักษณ์  5  ห่วงของโอลิมปิก

ตราสัญลักษณ์พระราชพิธีรัชดาภิเษก


ตราสัญลักษณ์พระราชพิธีรัชดาภิเษก ๙ มิถุนายน ๒๕๑๔ มีลักษณะเป็นรูปพระมหามงกุฎประดิษฐานบนพานแว่นฟ้ามีรัศมีแผ่โดยรอบตั้งอยู่บนวิมานเมฆ ระหว่างพระมหามงกุฎและพานมีตราอุณาโลมหรือเลข ๙ อันหมายถึง รัชกาลที่ ๙ ข้างพานมีราชสีห์และคชสีห์ค้ำจุนขนาบเศวตฉัตรซ้ายขวา ด้านล่างมีอักษร "รัชดาภิเษก ๙ มิถุนายน ๒๕๑๔ ที่ระลึกพระราชพิธีฉลองสิริราชสมบัติครบ ๒๕ ปี"[1]
ตราสัญลักษณ์นี้มีปรากฏใช้เพียง ๒ แห่ง คือ ภายในพัดรองจำนวน ๒๐๐ เล่ม เพื่อถวายแต่พระสงฆ์ตั้งแต่ชั้นเจ้าคณะจังหวัดขึ้นไปตามโบราณราชประเพณี และหนังสือที่ระลึกซึ่งจัดพิมพ์ขึ้นในวโรกาสนี้ มิได้มีใช้ทั่วไป[2]
อนึ่ง ตราสัญลักษณ์ที่ปรากฏในพัดรองที่ระลึกทั้ง ๒๐๐ เล่มนั้นจะไม่มีแถบข้อความ "ที่ระลึกพระราชพิธีฉลองสิริราชสมบัติครบ ๒๕ ปี" ปรากฏ[3]
อ้างอิง
1 ศิลปากร, กรม. ตราสัญลักษณ์เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ. กรุงเทพฯ: กรมศิลปากร, 2542. หน้า 22.
2 อ้างแล้ว
3 เล่าเรื่องในเมืองไทย : พัดประจำรัชกาลที่ ๙ พัดที่ระลึกการครองราชย์ จาก ผู้จัดการออนไลน์ อ้างเมื่อ 3 พฤษภาคม 2550

ตราสัญลักษณ์พระราชพิธีรัชมังคลาภิเษก

ตราสัญลักษณ์ งานพระราชพิธีรัชมังคลาภิเษก ออกแบบโดย นายสุนทร วิไล นายช่างกองหัตถศิลป์ กรมศิลปากร กระทรวงศึกษาธิการ (ในขณะนั้น) ประกอบด้วย พระราชลัญจกรประจำพระองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ รัชกาลที่ ๙ ประดิษฐานอยู่กึ่งกลาง และมี เครื่องเบญจราชกกุธภัณฑ์พระมหาพิชัยมงกุฎ พระแสงขรรค์ชัยศรี ธารพระกรชัยพฤกษ์ พัดวาลวิชนีและพระแส้จามรี และฉลองพระบาทเชิงงอน ประกอบอยู่โดยรอบ พร้อมฉัตร ๗ ชั้น ประดับอยู่ซ้ายและขวา มีแพรแถบจารึกอักษรข้อความว่า “พระราชพิธีรัชมังคลาภิเษก วันที่ ๒ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๓๑” คัดลอกจาก : วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี คือ

วันจันทร์ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2552

ตราสัญลักษณ์พระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ๕ รอบ


ตราสัญลักษณ์ งานพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ๕ รอบ ๕ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๓๐ ออกแบบโดย นายพินิจ สุวรรณบุณย์ นายช่างกองหัตถศิลป์ กรมศิลปากร กระทรวงศึกษาธิการ (ในขณะนั้น) ประกอบด้วยรูปครุฑพ่าห์ ซึ่งหมายถึงรัฐบาลและปวงชนชาวไทย เทิดพระแสงจักร และตรี อันเป็นพระราชสัญลักษณ์ประจำพระบรมราชจักรีวงศ์ กลางวงจักร มีอักษรพระปรมาภิไธยย่อ ภปร และเลข ๙ ประจำรัชกาลปัจจุบัน อยู่ภายใต้พระมหาพิชัยมงกุฎเปล่งรัศมี สองข้างซ้ายและขวา มีรูปคชสีห์ ซึ่งเป็นเครื่องหมายแทนข้าราชการฝ่ายทหาร กับราชสีห์ ซึ่งเป็นเครื่องหมายแทนข้าราชการฝ่ายพลเรือน ประคองฉัตรเครื่องสูง ๗ ชั้น สำหรับประกอบพระบรมราชอิสริยยศ สมเด็จพระมหากษัตริยาธิราชเจ้า เบื้องล่างมีแพรแถบ จารึกอักษรข้อความว่า “พระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ๕ รอบ ๕ ธันวาคม ๒๕๓๐”
ข้อมูลจาก: วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

ตราสัญลักษณ์งานฉลองสิริราชสมบัติครบ ๕๐ ปี

ตราสัญลักษณ์ งานฉลองสิริราชสมบัติ ครบ ๕๐ ปี ออกแบบโดย นางสาววิยะดา เจริญสุข (เป็นแบบตราที่ชนะการประกวดตราสัญลักษณ์งานดังกล่าวโดยกรมศิลปากร และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระบรมราชวินิจฉัยเพื่อแก้ไขปรับปรุงแบบตราเพิ่มเติมก่อนพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ใช้ได้) ประกอบด้วย พระราชลัญจกรประจำพระองค์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯพระบรมราชวงศ์จักรี และพระมหาพิชัยมงกุฎอยู่ด้านบน เป็นเครื่องแสดงถึงความเป็นพระมหากษัตริย์แห่งพระมหาจักรีบรมราชวงศ์ มีพานเครื่องสูง ๒ ชั้น ที่มักอยู่ในมโนภาพของผู้คนทั่วไป เมื่อนึกถึงสัญลักษณ์ของรัฐธรรมนูญ อันเป็นเครื่องหมายแสดงถึงการปกครองในระบอบประชาธิปไตย โดยมีช้าง ๒ เชือก เทินตราพระราชลัญจกร อยู่ภายใต้พระเศวตฉัตร ซึ่งสามารถแปลความหมายได้หลายทาง ดังนี้
๑. ช้าง เป็นพระราชพาหนะของพระเจ้าแผ่นดิน เป็นเสมือนข้าช่วงใช้ของพระมหากษัตริย์ จึงเปรียบได้กับประชาชน ซึ่งเสมือนเป็นข้ารับใช้ใต้เบื้องพระยุคลบาท ในสัญลักษณ์จึงเสมือนพสกนิกรเทิดทูนและเชิดชูองค์พระมหากษัตริย์ และพระบรมราชวงศ์จักรี ขณะเดียวกัน ก็อยู่เย็นเป็นสุข ภายใต้ร่มพระมหาเศวตฉัตร
๒. ช้างเผือก    เป็นสัตว์คู่พระบารมีขององค์พระมหากษัตริย์    อีกทั้งตามความเชื่อของศาสนาพราหมณ์
๓. ช้าง มีความเป็นมาคู่กับประวัติศาสตร์ของชาติมาโดยตลอด อีกทั้งเป็นสัญลักษณ์ที่เคยใช้ในธงชาติไทยในอดีต และเป็นสัตว์ที่มีอายุยืนยาว จึงเปรียบได้กับประเทศไทย ซึ่งก็มีอายุและประวัติศาสตร์อันยาวนานเช่นกัน
เหตุผลประกอบอื่นๆ ช้าง เป็นหนึ่งในสัตว์ที่ใกล้จะสูญพันธุ์ ที่สมควรช่วยกันอนุรักษ์ไว้ การนำมาใช้ในตราสัญลักษณ์ฯ ก็เพื่อหวังผลต่อเนื่อง ที่อาจจะช่วยกระตุ้นให้คนไทยเล็งเห็นความสำคัญ ของสัตว์ป่าที่ใกล้สูญพันธุ์ และช่วยกันเกื้อกูลอนุรักษ์ไว้บ้าง และหากแม้ว่าวันข้างหน้าช้างสูญพันธุ์ไป อย่างน้อยก็ยังมีรูปพรรณ และความเป็นมาของช้าง หลงเหลือไว้ในตราสัญลักษณ์ฯ เพื่อให้คนรุ่นหลังได้ระลึกถึง คัดลอกจาก: จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
รัชกาลที่ ๙ เป็นหลักสำคัญ มีตรา ช้างเผือกที่มีลักษณะตรงตามตำรา จะมีส่วนช่วยเกิดทั้งแสนยานุภาพ และพระปรีชาสามารถ ความรอบรู้ แก่องค์พระมหากษัตริย์ จึงแสดงถึงความเป็นผู้มีบุญญาธิการ และทรงพระปรีชาญาณ

ตราสัญลักษณ์งานฉลองสิริราชสมบัติครบ ๖๐ ปี พุทธศักราช ๒๕๔๙

ความหมายของตราสัญลักษณ์ งานฉลองสิริราชสมบัติครบ ๖๐ ปี
อักษรพระปรมาภิไธยย่อ ภปร สีเหลืองนวลทอง อันเป็นสีประจำพระชนมวาร ขลิบรอบตัวอักษรด้วยสีทอง บนพื้นสีน้ำเงินเจือทอง อันเป็นสีประจำพระราชวงศ์
ล้อมด้วยเพชร อันเป็นเอกแห่งรัตนะ หมายความว่า เหล่านักปราชญ์ ราชกวีสำคัญ อีกบรรดาช่างอันมีชื่อ พระยาช้างสำคัญ นางงาม เหล่าทแกล้วทหาร ข้าราชบริพาร อันยอดฝีมือ ในการปฏิบัติราชการอย่างสุจริตยิ่ง
เหล่านี้ เปรียบด้วยเพชร อันมีชื่อว่ารัตนะ แวดล้อมประดับพระเกียรติยศ แห่งพระมหากษัตริยาธิราชพระองค์นั้น อันเหนือยิ่งกว่าเพชร อันได้ชื่อว่ารัตนะทั้งปวง คือพระมหากษัตริย์ ผู้ทรงสถิตเป็นเพชรอันยอดค่ายิ่งในดวงใจราษฎร์ ทรงบำบัดทุกข์ผดุงสุข เป็นที่พึ่งอันเกษมสุขร่มเย็นแก่ปวงพสกนิกร ซึ่งต่างเชื้อชาติศาสนา ในพระราชอาณาจักรของพระองค์
อนึ่ง อักษรพระปรมาภิไธยย่อ ภปร นี้ ประดิษฐานบนพระที่นั่งภัทรบิฐ ภายใต้พระมหาพิชัยมงกุฎประกอบพระอุณาโลม - แวดล้อมด้วยพระแสงขรรค์ชัยศรี และพระแส้หางช้างเผือก ทอดสอดอยู่ในกงพระที่นั่งภัทรบิฐเบื้องซ้ายแห่งพระมหาพิชัยมงกุฎ - มีธารพระกร และพัชนีฝักมะขาม ทอดสอดอยู่เบื้องขวาแห่งกงพระที่นั่งภัทรบิฐ อันประดิษฐานบนฐานเขียง ซึ่งทอดฉลองพระบาทประดิษฐานอยู่
เหล่านี้รวมเรียกว่า เครื่องเบญจราชกกุธภัณฑ์ ประกอบด้วยสิ่งอันแสดงความเป็นกษัตริย์ทั้ง ๕ คือ พระมหาพิชัยมงกุฎ พระแสงขรรค์ชัยศรี ธารพระกร พัดวาลวิชนี และ พระแส้ และ ฉลองพระบาท
ล่างลงมา เป็นแพรแถบสีชมพูขลิบทอง เขียนอักษรสีทอง ความว่า “ฉลองสิริราชสมบัติครบ ๖๐ ปี พุทธศักราช ๒๕๔๙” ปลายแห่งแพรแถบ ผูกเป็นภาพกระบี่ธุช เป็นวานรภายขาว มือถือก้านลายซุ้ม อันเป็นกรอบลายของตราสัญลักษณ์ฯ อยู่ด้านขวา ส่วนด้านซ้ายปลายแพรแถบ ผูกเป็นภาพพระครุฑพ่าห์ เป็นครุฑหน้าขาว กายสีเสนปนทอง มือถือก้านลายกรอบแห่งตราสัญลักษณ์ฯ
พื้นภาพตราสัญลักษณ์ฯ ทั้งหมดสีเขียวปนทอง อันหมายถึง สีอันเป็นเดชแห่งวันพระบรมราชสมภพ และยังหมายถึง สีของความมั่งคั่งอุดมสมบูรณ์ แห่งผืนภูมิประเทศ ที่ทรงปกครองทำนุบำรุงอย่างหนักยิ่ง มาตลอดระยะเวลาที่ทรงครองสิริราชสมบัติมา
ณ บัดนี้ ถึงมหามงคลสมัย ที่จะเฉลิมฉลองพระเกียรติ ในการครองสิริราชสมบัติครบ ๖๐ ปี อันยาวนานที่สุด ยิ่งกว่าพระมหากษัตริย์องค์ใด ในพระราชพงศาวดาร ในสยามประเทศ
คัดลอกจาก : วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี อันมีความหมายถึง ปีแห่งการเฉลิมฉลองสิริราชสมบัติ

ตราสัญลักษณ์พระราชพิธีมหามงคลฯ 80 ปี


ตราสัญลักษณ์พระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ๘๐ พรรษา ๕ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๕๐
ออกแบบโดยนายสุเมธ พุฒพวง นักวิชาการช่างศิลป์ 7 กลุ่มงานศิลปประยุกต์กลุ่มจิตรกรรมศิลปประยุกต์และลายรดน้ำ กรมศิลปากรพระราชลัญจกรประจำพระองค์ รัชกาลที่ ๙ เป็นภาพพระที่นั่งอัฐทิศอุทุมพรราชอาสน์ ประกอบด้วยวงจักร กลางวงจักรมีอักขระเป็นอุณาโลม รอบวงจักรมีรัศมีเปล่งออกโดยรอบ เหนือวงจักรเป็นพระเศวตฉัตร ๗ ชั้น ตั้งอยู่บนพระที่นั่งอัฐทิศอุทุมพรราชอาสน์ อันหมายถึง พระองค์ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ มีพระบรมเดชานุภาพเป็นใหญ่ในแผ่นดิน โดยในการพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พระองค์ได้ประทับเหนือพระที่นั่งอัฐทิศอุทุมพรราชอาสน์ ตามโบราณราชประเพณี และสมาชิกรัฐสภาได้ถวายน้ำอภิเษกจากทิศทั้งแปดเป็นครั้งแรกแทนราชบัณฑิตส่วนพระแท่นลานั้นโรยด้วยดอกพิกุลเงินพิกุลทอง ๙ ดอก พระราชลัญจกรล้อมรอบด้วยเพชร ๘๐ เม็ด หมายถึงพระชนมพรรษา ๘๐ พรรษา ด้านบนพระราชลัญจกรเป็นพระมหาพิชัยมงกุฎ อันเป็นเครื่องประกอบพระบรมราชอิสริยยศของพระมหากษัตริย์ และเป็นเครื่องหมายแห่งความเป็นสมเด็จพระบรมราชาธิราช ภายในพระมหาพิชัยมงกุฎเป็นเลข ๙ หมายถึงรัชกาลที่ ๙ พระมหาพิชัยมงกุฎนั้นอยู่ด้านหน้าพระนพปฎลมหาเศวตฉัตรซึ่งอยู่กึ่งกลาง และขนาบข้างด้วยพระเศวตฉัตร ๗ ชั้น อันเป็นเครื่องแสดงพระราชอิสริยยศอันยิ่งใหญ่ของพระมหากษัตริย์ ด้านล่างพระราชลัญจกรเป็นเลข ๘๐ หมายถึงพระองค์มีพระชนมพรรษา ๘๐ พรรษา ถัดจากเลขไทยลงมาเป็นแพรแถบบอกชื่องานพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ๘๐ พรรษา ๕ ธันวาคม ๒๕๕๐ แพรแถบนอกจากบอกชื่องานพระราชพิธีแล้ว ยังรองรับประคองพระเศวตฉัตรด้วย
ข้อมูลจาก: วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี :http://www.th.wikipedia.org