วันอังคารที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2553

Logorama



นี่คือ Animation ที่คว้ารางวัล Best Shot Film[Animated] จากออสการ์ครั้งที่ 82 กำกับโดย Francois Alaux ถ้าคุณเป็นนักออกแบบ และชอบโลโก้้ต้องไม่พลาดสุดยอดไอเดียอนิเมชั่นเรื่องนี้ ความโดดเด่นของอนิเมชั่นเรื่องนี้คือการนำโลโก้มากมายมาร้อยเรียงเป็นเรื่องราว องค์ประกอบของภาพในทุกฉากประกอบไปด้วยสารพัดโลโก้และMascot ที่คุณคุ้นตาอาทิเช่น Pizza Huts, McDonald เป็นต้น ที่สำคัญมันสนุกซะด้วยซิ

ไว้อาลัย อาจารย์ ปยุต เงากระจ่าง







ปยุต เงากระจ่าง เกิดวันที่ 1 เมษายน พ.. 2472 ที่หมู่บ้านคลองวาฬ ตำบลหว้ากอ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ สำเร็จการศึกษาจาก โรงเรียนเพาะช่างตั้งแต่วัยเยาว์เด็กชายปยุตมีความหลงไหลในตัวการ์ตูนเป็นพิเศษโดยเฉพาะกับบุคลิกของตัวตลหนังตลุงอย่างไอ้แก้ว ไอ้เปลือย ไอ้เท่ง รวมถึงตัวการ์ตูนแมวเฟลิกซ์ จากหนังการ์ตูนอเมริกันเรื่อง Felix the Cat ของ Pat Sullivan ซึ่งเคยมีโอกาสเข้าไปฉายในประจวบคีรีขันธ์
แรงบันดาลใจในการสร้างภาพยนตร์การ์ตูนของปยุต เกิดขึ้นเมื่อเขาได้พบกับ เสน่ห์ คล้ายเคลื่อน จิตรกรชื่อดังคนหนึ่งของเมืองไทย โดยบังเอิญ ในช่วงปลายปี พ.. 2484 การพบกันครั้งนั้น เสน่ห์ได้ชวนเด็กชายปยุต ไปทำภาพยนตร์การ์ตูนด้วยกันเมื่อเข้ากรุงเทพ
เมื่อปยุตเดินทางมาศึกษาต่อที่กรุงเทพฯ ในปี พ.. 2487 ที่ โรงเรียนเพาะช่าง ก็ไม่ลืมที่จะออก ตามหา เสน่ห์ คล้ายเคลื่อน เพื่อที่จะทำการ์ตูน ตามที่เคยสัญญา แต่ด้วยโชคชะตา ทำให้เขาคลาดกับเสน่ห ์ครั้งแล้วครั้งเล่า แต่ปยุตก็ยังพอทราบข่าวของเสน่ห์ และการทดลองสร้างหนังการ์ตูน จากหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งในช่วงนั้นกว่าปยุตจะได้พบกับเสน่ห์ ก็ต่อเมื่อปยุต บังเอิญเดินผ่านวัด เห็นเหม เวชกร และช่างเขียนอีกหลายคน ซึ่งมารวมกันในงานนฌาปนกิจศพของเสน่ห์ คล้ายเคลื่อน และได้ทราบว่าการทดลอง ทำการ์ตูนของเสน่ห์เมื่อ 2 ปี ก่อนประสบความล้มเหลว เนื่องจากขาดการสนับสนุน ปยุตจึงตั้งปณิธาณ ที่จะสานต่อความตั้งใจของ เสน่ห์ คล้ายเคลื่อน ในอันที่จะสร้าง ภาพยนตร์การ์ตูน เรื่องแรกให้จงได้
8 เดือนต่อมา ปยุตจึงทำให้ความฝันเป็นจริง เมื่อสามารถสร้างภาพยนตร์การ์ตูน ไทยสำเร็จเป็นเรื่องแรก ตั้งชื่อ เหตุมหัศจรรย์ เป็นภาพยนตร์การ์ตูน ขนาดสั้น ความยาว 12 นาที นำออกฉายเป็น รายการพิเศษสำหรับสื่อมวลชนและผู้ชมเฉพาะ ที่โรงภาพยนตร์ ศาลาเฉลิมไทย เมื่อ 5 กรกฎาคม พ.. 2498 ซึ่งได้รับการกล่าวขวัญถึงอย่างกว้างขวางตามหน้าหนังสือพิมพ์ สำนักข่าวสารอเมริกันได้มองเห็นความสามารถของ ปยุต ซึ่งเวลานั้นปยุต ได้ทำหน้าที่เป็นช่างเขียน ของสำนักข่าวสารอยู่แล้วโดยได้ให้เงิน 10,000 บาท และส่งปยุต ไปดูงานการสร้างภาพยนตร์การ์ตูนที่ญี่ปุ่นต่อมาในปี พ.. 2500 จึงได้รับการนำออกฉายสู่สาธารณชน ประกอบในรายการฉายภาพยนตร์เรื่อง ทุรบุรุษทุย ของ ส.อาสนจินดา ณ โรงภาพยนตร์บรอดเวย์ พระนครต่อมา ปยุตได้สร้างภาพยนตร์การ์ตูน 20 นาที อีก 2 เรื่อง ได้แก่ หนุมานเผชิญภัย (ครั้งใหม่) (2500) ของสำนักข่าวสารอเมริกัน และ เด็กกับหมี (2503) ขององค์การ สปอ. นอกจากทำงานที่สำนักข่าวสารอเมริกัน แล้ว ปยุตยังรับจ้างทำหนังโฆษณาให้กับสินค้าต่าง ๆ อีกด้วย ซึ่งผลงานหลายชิ้น ก็ยังคงอยู่ในความทรงจำ ของผู้คนร่วมสมัยเป็นอย่างดี
ตั้งแต่ปี พ.. 2511 ปยุต ได้รับเชิญเป็นอาจารย์พิเศษ สอนที่วิทยาลัย เพาะช่าง ในแผนกพาณิชย์ศิลป จนกระทั่งเดือนกรกฎาคม ปีพ.. 2519 ปยุตจึงได้ลาออกจากการเป็น อาจารย์พิเศษที่เพาะช่าง เพื่อทุ่มเทเวลาทั้งหมด ให้กับการทำหนังการ์ตูนขนาดยาวเรื่องแรกของประเทศไทย เรื่อง "สุดสาคร" โดยมีลูกมือผู้ช่วยในการทำงานสร้างคือ นันทนา เงากระจ่าง บุตรสาวซึ่งเรียนจบจากมหาวิทยาลัยศิลปากร และแสดงหนังเรื่องแผลเก่า ของเชิด ทรงศรี ในขณะนั้นด้วย
ด้วยข้อจำกัดทางการเงินทุนและการสนับสนุน ทำให้การสร้าง สุดสาคร เป็นไปด้วยความยากลำบาก ซ้ำร้าย ปยุต ยังต้องเสียดวงตาข้างซ้าย จากการตรากตรำตลอดเวลากว่า 2 ปี จนกระทั่ง สุดสาครภาพยนตร์การ์ตูน ขนาดยาวเรื่องแรกและ เรื่องเดียวของไทยออกฉาย ในเดือน เมษายน พ.. 2522
ปยุตเคยเสนอโครงการที่สร้างภาพยนตร์การ์ตูนไทย ไปยังที่ต่าง ๆ แต่ก็มักจะได้รับการปฏิเสธในเชิงที่ว่า "..ตัวการ์ตูนไม่ต้องกิน ทำไมถึงแพง อย่างนี้จ้างคนเล่นไม่ดีกว่าหรือ..." หลังจากเรื่องสุดสาคร ปยุต ก็ไม่ได้ทำหนังการ์ตูนจนกระทั่งปี พ.. 2535 เขาได้รับการว่าจ้าง JOICEP FILM ประเทศญี่ปุ่น ให้สร้างภาพยนตร์ เพื่อการศึกษาสำหรับสตรีเรื่อง ชัยชนะของสาวน้อย (My Way) ปัจจุบัน ปยุต เงากระจ่าง ดำรงตำแหน่ง ที่ปรึกษาให้กับโรงงานทำการ์ตูนไทยหวัง ประจำประเทศไทย (บริษัท ไทยหวัง ฟิล์ม) และเป็นที่ปรึกษาด้าน Animation ให้กับหลายๆ องค์กร และสถาบันการศึกษา
ตั้งแต่ปี พ.. 2541 มูลนิธิหนังไทย ก่อตั้งรางวัลชนะเลิศ ภาพยนตร์อนิเมชันขนาดสั้นยอดเยี่ยม ให้ชื่อว่า "รางวัล ปยุต เงากระจ่าง" เพื่อเชิดชูเกียรติแก่ปยุต โดยมอบรางวัล ในการประกวดรางวัลเทศกาลภาพยนตร์สั้นของไทย เป็นประจำทุกปี
ปยุตถึงแก่กรรม เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม พ.. 2553 ขณะมีอายุได้ 81 ปี
ข้อมูลจาก : http://th.wikipedia.org

ตราแผ่นดิน



ตราแผ่นดิน หรือ ที่เรียกกันว่า "อาร์มแผ่นดิน" ตามพจนานุกรมฉบับเฉลิมพระเกียรติ ให้ความหมายเอาไว้ว่า คำนาม หมายถึงตราประจำประเทศพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ) ทรงโปรดเกล้าฯ ให้สถาปนาขึ้นในปี .. ๒๔๑๖ เป็นตราที่รวมเอาสัญลักษณ์ต่าง ของข้าราชการและชนชาวสยามเชื้อสายต่าง ไว้ด้วยกัน เพื่อแสดงความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของสยามประเทศ ผู้ออกแบบคือ เสวกเอกหม่อมเจ้าประวิช ชุมสาย พระโอรสในพระเจ้าบรมวงศ์เธอพระองค์เจ้าชุมสายกรมขุนสีหราชวิกรม ในพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยประกอบด้วยส่วนต่าง ๆ ดังนี้ส่วนบนเป็นรูปไอราพต อันหมายถึง ทิพย์สมบัติ แต่บางท่านว่า หมายถึง สยามประเทศ ส่วน ภาคกลาง ภาคเหนือ และภาคใต้ส่วนล่างซีกซ้าย เป็นรูปช้างเผือก หมายถึง ประเทศลาว ส่วนล่างซีกขวา เป็นรูปกริช หมายถึง หัวเมืองมลายู (มาเลเซีย) ซึ่งอยู่ในขอบขัณฑสีมาในรัชสมัยนั้น แต่บางท่านก็ตีความรวมทั้งช้างเผือกและกริชว่า หมายถึง ราชสมบัติอันยิ่งใหญ่เหนือโล่ห์ขึ้นไปเป็นรูปจักรและตรี อันหมายถึง พระบรมราชวงศ์จักรี อยู่ภายใต้พระมหาพิชัยมงกุฎ โดยมีฉัตร ชั้นอยู่ ข้าง ซึ่งพระมหาพิชัยมงกุฎและฉัตรนี้เป็นสัญลักษณ์ของความเป็นพระเจ้าแผ่นดินทางด้านซ้ายของโล่ห์เป็นรูปคชสีห์แบกพระแสงกระบี่อาญาสิทธิ์ อันหมายถึงฝ่ายทหาร อันเป็นหน่วยงานหลักในการรักษาประเทศทางด้านขวาของโล่ห์เป็นรูปราชสีห์แบกพระแสงดาบอาญาสิทธิ์ อันหมายถึงฝ่ายพลเรือน คือ มหาดไทย ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักในการรักษาประเทศอีกหน่วยหนึ่งรอบโล่ห์เป็นพระสังวาลของพระมหากษัตริย์ นอกจากนี้ยังมีเครื่องพระราชกกุธภัณฑ์ประดับอยู่ในตราแผ่นดิน คือ ฉลองพระบาทอยู่ใต้ฉัตรทั้งสองข้าง พระแส้จามรีอยู่คู่กับพระแสงกระบี่อาญาสิทธิ์ทางด้านซ้าย ส่วนพระแสงดาบอาญาสิทธิ์ทางด้านขวามีพัชนีฝักมะขามอยู่คู่กัน ทั้งหมดนี้ตั้งอยู่บนแท่นสี่เหลี่ยมด้านล่างของแท่นมีแถบผ้า จารึกคาถาบาลี ว่า สพเพ สงฆ ภูตาน สามคคี วฑฒิ สาธิกา” ที่แปลว่า "ความพร้อมเพรียงของบุคคลทั้งปวงผู้อยู่เป็นหมวดหมู่กัน ย่อมเป็นเครื่องทำความเจริญให้สำเร็จ" พร้อมทั้งมีพระฉลองภูษาเต็มยศของพระมหากษัตริย์คลุมโอบจากเบื้องหลังได้มีการใช้ตราแผ่นดินนี้มาจนถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๖) ที่ทรงมีพระราชประสงค์ให้เปลี่ยนมาใช้ตราพระครุฑพ่าห์เป็นตราแผ่นดินแทน เพราะทรงติว่าตราอาร์มเป็นอย่างฝรั่งเกินไป และมูลเหตุในการเปลี่ยนตราประจำชาติ นอกจากที่จะระบุไว้ข้างต้นแล้ว เป็นไปได้ว่าการเปลี่ยนแปลงตราแผ่นดินน่าจะมีมูลเหตุหลักมาจากการสูญเสียประเทศราชทั้งลาว เขมรและมลายูในรัชสมัยของพระองค์ จึงต้องเปลี่ยนแปลงตราเพื่อให้เหมาะกับกาลสมัย
ข้อมูลจาก : http://www.tanabat-thai.com/terms_of_use211111.htm
แก้ไขเมื่อ วันที่ ๑๗ ตุลาคม ๒๕๕๐; วันอังคารที่ ๔ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๐
เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับตราแผ่นดิน สถานีตำรวจภูธรตำบลพัทยา วันพฤหัสบดีที่
๒๕ ตุลาคม พ
.. ๒๕๕๐
ตราแผ่นดิน โรงเรียนนายเรืออากาศ วันอังคารที่ ๔ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๐