วันพุธที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2557

ไว้อาลัยต่อการจากไปของ พันนา ฤทธิไกร



กฤติยา ลาดพันนา หรือ พันนา ฤทธิไกร ถือกำเนิดที่ตำบลท่าพระ อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น ในจำนวนพี่น้องทั้งหมด 6 คน พันนาฯเป็นคนที่ 5 บิดารับราชการครู 

จบการศึกษาระดับป.7โรงเรียนดอนหันวิทยายน 
(โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการขอนแก่นในปัจจุบัน) 


ระดับมัธยมศึกษาจาก โรงเรียนขอนแก่นวิทยายน


ต่อมาได้เข้าศึกษาต่อที่วิทยาลัยพลศึกษามหาสารคาม


หลังจบวิทยาลัยพลศึกษามหาสารคามเมื่อปี พ.ศ.2524 เขาก็มุ่งหน้าเข้ากรุงเทพโดยการแนะนำของเพื่อนรัก ประพนธ์ เพ็ชร์อินทร์ เพื่อไปสมัครเล่นหนังกับ คมน์ อรรคเดช แห่งโคลีเซี่ยมฟิล์ม ภาพยนตร์เรื่องแรกที่เขาได้เข้าฉากก็คือเรื่อง ไอ้ผาง ร.ฟ.ท. โดยเป็นฉากที่ ม.ล.สุรีย์วัลย์ สุริยง ต้องขึ้นไปสู้กับผู้ร้ายบนหลังคารถไฟซึ่งพันนาฯ เป็นสตั้นท์แมนที่ได้รับความไว้วางใจจากกองฯคนเดียวให้ขึ้นไปเล่นฉากนี้เนื่องจากต้องใช้ทักษะสูง ขณะเดียวกันก็เป็นผู้ฝึกสอนคิวบู้ให้กับ ม.ล.สุรีย์วัลย์ สุริยงในเวลาเดียวกันก็กลับขอนแก่นมาตั้งทีมงานของตัวเอง โดยรับสมัครจากผู้ที่สนใจในแม่ไม้มวยไทย และศิลปะการต่อสู้ แล้วก็เริ่มก่อตัวเป็นทีมจากจำนวนผู้เข้าฝึกร่วม 20 คน และเรียกตนเองว่า "กลุ่มสตั้นท์แมน พี พี เอ็น" การฝึกอย่างเอาจริงเอาจังเริ่มต้นในปี พ.ศ. 2525 พันนาฯจะเป็นผู้สอนเองโดยใช้เวลาว่างจากการถ่ายทำภาพยนตร์ที่กรุงเทพฯ เมื่อเกิดความพร้อม ปลายปี พ.ศ. 2527 จึงเริ่มถ่ายทำภาพยนตร์เรื่อง "เกิดมาลุย" และออกฉายเมื่อวันที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2529 และประสบความสำเร็จพอสมควร



หลังจากนั้นได้มีโอกาสร่วมงานกับบริษัทสหมงคลฟิล์ม และผู้กำกับปรัชญา ปิ่นแก้ว สร้างภาพยนตร์บู๊ที่เป็นที่รู้จักของคนทั้งโลก คือ องค์บากและต้มยำกุ้ง ซึ่งถือเป็นการแจ้งเกิดให้พระเอกจา พนม และภาพยนต์บู๊ของไทยในเวทีโลก พันนา ฤทธิไกร ทำงานเกี่ยวกับสตั๊นท์มาทุกตำแหน่งตั้งแต่เล่นเองจนถึงการรับตำแหน่งผู้กำกับการแสดงมีผลงานมากมายถือได้ว่าเป็นตำนานของหนังบู๊ไทย


พันนา ฤทธิไกร เสียชีวิตวันที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2557 จากอาการติดเชื้อในกระแสเลือดเนื่องจากโรคไตและโรคตับ ด้วยวัย 53 ปี ที่โรงพยาบาลลาดพร้าว หลังเริ่มรักษามาตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2556


ข้อมูลจาก วิกิพีเดีย

วันจันทร์ที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2557

ตราสัญลักษณ์ ธนาคารไทยพาณิชย์





ไทยพาณิชย์ โพสต์ชี้แจง ข่าวธนาคารไม่รับฝากเงินเหรียญ เด็ก 5 ขวบ บอกขออภัยและเสียใจกับเรื่องที่เกิดขึ้น เผยตักเตือนพนักงานแล้ว

           
 จากข่าวที่สร้างความข้องใจให้ใครหลาย คน สำหรับกรณีที่เด็กวัย 5 ขวบ นำเงินที่ได้จากการหยอดกระปุกมาฝากธนาคาร จำนวน 7,000 บาท แต่ธนาคารไม่รับฝาก เนื่องจากเป็นเงินเหรียญทั้งหมด โดยเหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2557 ที่ผ่านมานั้น จากการตรวจสอบล่าสุด พบว่า ที่หน้าเฟซบุ๊ก SCB Thailand ของธนาคารไทยพาณิชย์ ได้มีการโพสต์ข้อความถึงเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม โดยระบุว่า เสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และได้พูดคุยสร้างความเข้าใจกับครอบครัวของลูกค้ารายดังกล่าวเรียบร้อยแล้ว
           ใครทันขึ้นรถเมล์ 1.50 บาท มั่งคุณกำลังเป็น ส.ว. แล้วนะ เมื่อก่อน 50 สตางค์ยังมีค่าต้องเก็บใส่กระเป๋าไว้ใช้ นอกจากนี้ยังสนุกกับเหรียญบาทที่ใช้เล่นปั่นแปะก็ได้ (ใครรู้จักการเล่นล้อต๊อกมั่ง ก็ใช้เหรียญบาทนี่แหละเล่น) ปัจจุบันเหรียญมันเล็กคงใช้เล่นลำบากจับก็ไม่ถนัดมือ ทำหล่นยังหายากเลย เดี๋ยวนี้ลองนึกดูว่าใช้เหรียญบาทซื้ออะไรมั่ง ก็นึกไม่ค่อยออก จะใช้เหรียญบาทกดโทรศัพท์ก็เริ่มหาตู้โทรศัพท์ยากคงเพราะคนใช้โทรศัพท์มือถือกันหมดแล้ว ตู้โทรศัพท์สาธารณะเลยกลายเป็นที่ทิ้งขยะ กระปุกออมสินก็ขายไม่ค่อยดีเพราะไม่มีอะไรจะหยอด กด เอทีเอ็ม ไม่ระวังก็เจอคิดค่าธรรมเนียมครั้งละตั้งหลายบาท  สงสารเด็กอุตส่าห์ทุบกระปุกเอาเงินมาฝากทั้งที คืนความสุขให้เด็กไปเถอะ !! 

ตราสัญลักษณ์ โครงการทวงสิทธิ์ห้ามสูบ